สัมผัสศิลป์
เรื่อง : สมพร คารัมย์ภาพ : ทีมฮักบุรีรัมย์

 

ตามเก็บ ‘โจด’
ที่เขาอังคาร


                “จะไปไหนพี่?”

                “ไปเก็บโจด”

                “โจดคืออะไร?”

                แทนคำพูด พี่คนหนึ่งเดินเข้าไปในบ้าน แล้วยกตะกร้าสานจากไม้ไผ่ที่มีหน่อโจดพูนตะกร้ามาวางไว้ตรงหน้าฉัน
                “หน้าตาเหมือนหน่อไม้เลยพี่แล้วทำไมเรียกหน่อโจด?”ฉันสงสัย
                “ก็มันเป็นหน่อโจด” พี่คนหนึ่งตอบ แล้วพี่ ๆ อีกหลายคนที่กำลังล้อมวงกินข้าวก็หัวเราะขึ้น

                “โอเคพี่ งั้นเราไปเก็บโจดกัน” ฉันขอตามไปด้วย เพราะไม่อยากพลาดเรื่องการกินอยู่ของชาวหมู่บ้านเจริญสุขในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์

                หลังจากร่วมแจมกินข้าวเที่ยงกับชาวบ้านเสร็จเรียบร้อย พวกเราตามพี่ ๆ อันประกอบด้วยพี่สำรวย ศรีมะเรือง พี่ใส-สรุตา ป่าตุ้ม พี่ฑูรย์-ไพฑูรย์ ผาสุขใจ พี่ดา-ลัดดา ประภาเลิศ และพี่ไร-อุไร ขันขวา ไปยังเขาอังคารตรงส่วนที่เรียกว่า‘เขาดินแดง’ ซึ่งเป็นแหล่งเก็บโจดของชาวบ้าน นอกจากโจดแล้ว เขาดินแดงยังเป็นพื้นที่ที่ชาวเจริญสุขจะมาเก็บดินสีแดงเพื่อนำไปใช้ย้อมเป็นผ้าภูอัคนี ซึ่งนั่นจะเก็บกันช่วงหน้าแล้ง แต่หน้าฝนอย่างนี้โจดคือทรัพย์อันโอชะของชาวบ้าน
                โจดก็คือโจดอย่างที่ชาวบ้านบอก เป็นไผ่ขนาดเล็ก อยู่ในสกุลเดียวกับไผ่เพ็กคือสกุลVietnamosasa T. Q. Nguyen แต่ต้นโจดนั้นใหญ่กว่าเพ็กเล็กน้อย เป็นพืชในถิ่นอินโดจีนหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา ลาว และในไทย ซึ่งพบได้มากในภาคอีสานบ้านเรา
                ความที่โจดชอบป่าเต็งรัง และเขาอังคารก็เป็นป่าเต็งรัง จึงเป็นพืชที่ ‘เขากันดี’ กับป่าแห่งนี้ฉันเดินไต่จากตีนเขาไปเรื่อย ๆ ไม่ถึงยี่สิบก้าว ก็ได้ยินเสียงดีใจของพี่ ๆ พร้อมเสียงตะโกนบอกพวกพ้อง “เจอแล้วหน่อโจด!”ฉันหันซ้ายมองขวาอยู่สักพัก คงดูไม่เข้าท่า พี่สำรวยจึงเดินมาชี้ให้รู้ว่าต้นไม้ที่คล้ายต้นไผ่ย่อส่วน อยู่กันเป็นกอ ๆ หนาแน่น บางกอสูงเท่าหน้าอก บางกอสูงท่วมหัวก็คือต้นโจดนั่นเอง
               

                “มันขึ้นที่เตี้ย ๆ อย่างงี้เลยหรอคะ”ฉันหันไปถาม
                “ใช่ แค่ไต่เนินเขามานิดเดียวก็เจอแล้ว” พี่สำรวยตอบ
                ตรงตามตำรา“สารานุกรมพืชในประเทศไทย (ฉบับย่อ)”ที่ฉันมาอ่านภายหลัง บันทึกไว้เป๊ะว่าโจดชอบขึ้นบริเวณที่มีความสูงระดับต่ำ ๆ

 

 

 

                เมื่อเจอโจดก็ต้องเก็บ วิธีการเก็บหน่อโจดนั้นง่ายแสนง่าย อาศัยเพียงมือเปล่าก็หักหน่อโจดได้แล้ว อาจมีบ้างบางหน่อที่โผล่จากพื้นดินได้ยังไม่สูงนัก ชาวบ้านก็จะใช้มีดขนาดเล็กแซะหน่อโจดขึ้นมา โดยหน่อโจดมีขนาดตั้งแต่เท่านิ้วหัวแม่มือไปจนถึงขนาดใหญ่ประมาณปากกาสามถึงสี่ด้ามรวมกัน ชาวบ้านและพวกเราเดินหาเก็บหน่อโจดจากกอนั้นไปกอโน้น จากกอโน้นไปกอนี้ จนได้หน่อโจดเต็มตะกร้าจึงตัดสินใจกลับ

                ระหว่างเดินลงเขา ฉันถามเหล่าพี่ ๆ ว่านำหน่อโจดไปทำอาหารอะไรได้บ้าง แล้วบทบรรเลงสูตรอาหารหน่อโจดจากปากพี่ ๆ ก็ดังขึ้นจนชวนให้น้ำลายสอ ดังนี้

 

 

 

                หน่อโจดนึ่งล้างแล้วปอกเปลือกหน่อโจดให้หมด ใส่ถุงพลาสติก มัดปากถุงให้แน่น แล้วนำไปนึ่ง ซึ่งการนึ่งเป็นวิธีถนอมเก็บหน่อโจดไว้กินได้นานขึ้น แถมยังเก็บความหอมของหน่อโจดได้อีกด้วย เมื่อถึงเวลาอยากกินขึ้นมา ชาวบ้านก็จะนำหน่อโจดนึ่งไปต้มอีกครั้งให้สุกจนได้ที่ก่อนกิน

               

 

                หน่อโจดต้ม ใช้หน่อโจดสด ต้มทั้งเปลือก ใส่เกลือเล็กน้อย เวลาจะกินก็ค่อยแกะเปลือกออก

                หน่อโจดส้มวิธีทำคือนำหน่อโจดมาสับ ๆ ล้างให้สะอาด แล้วหมักกับเกลือ ทิ้งไว้สักหนึ่งอาทิตย์หน่อโจดก็จะเปรี้ยว นำมากินได้ หากอยากถนอมหน่อโจดส้มไว้กินนาน ๆ ก็ให้หมักโดยใส่เกลือในปริมาณที่เยอะขึ้นมาหน่อย

                นอกจากนี้ยังใช้หน่อโจดทำแกงเปรอะแทนหน่อไม้ทั่วไป ได้อีกหนึ่งรายการ

                ชาวหมู่บ้านเจริญสุขเล่าให้ฟังว่า ทุก ๆ ปี ช่วงหน้าฝน ตั้งแต่มิถุนายนถึงสิงหาคมเป็นช่วงที่พวกเขาจะขึ้นเขาอังคารมาเก็บหน่อโจดกัน ดังนั้นป่าบนเขาอังคารแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนฟรีมาร์เก็ต เป็นตลาดที่พวกเขาสามารถมาใช้สอยหาของกินได้โดยไม่ต้องเสียเงินจึงทำให้พวกเขาตระหนักว่าต้องช่วยกันรักษาป่าเอาไว้ เช่น ดูแลไม่ให้เกิดไฟป่า หรือออกกฎเล็ก ๆ อย่างห้ามนำอาวุธ หรือของมีคมขนาดใหญ่ขึ้นไปบนเขาอังคาร เป็นต้น

                การดูแลรักษาป่าของพวกเขา ทำให้ฉันนึกถึงคำพูดที่ว่า “เราไม่ควรรับอย่างเดียว เราควรเป็นผู้ให้ด้วย”

                ฮืม ปรัชญาที่ได้จากการตามชาวบ้านไปเก็บโจดที่เขาอังคารก็เท่ใช่หยอก จริงไหม!