AMAZING BURIRAM
เรื่อง : สมพร คารัมย์ภาพ : ทีมฮักบุรีรัมย์

ภูอัคนี

ผ้า ดิน ภูเขาไฟ และศิลปะการหมักย้อมสี

 

                ก่อนออกเดินทางเรามาลองเล่นเกมทายตัวเลขกัน
               

                Q: คุณคิดว่าเขาอังคารมีอายุสักกี่ปี?
                A: ประมาณ 700,000 ปีเป็นเขาที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟยุคควอเทอร์นารี
                Q: แล้วคุณคิดว่า‘ผ้าภูอัคนี’มีมาแล้วกี่ปี?

                A: …!

 

คำตอบคือ 9 ปี

ซึ่งวันนี้พวกเราจะเดินทางไปยังหมู่บ้านเจริญสุข ต.เจริญสุข อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ เพื่อทำความรู้จักกับผ้าภูอัคนียังแหล่งกำเนิดของผ้าหมักย้อมดินภูเขาไฟอายุเกือบสิบปี ซึ่งเป็นหนึ่งในของดีขึ้นชื่อของ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์​ นี้กัน

 

01การพบกันครั้งแรก

                ขอสารภาพฉันรู้จักและเห็นภาพผ้าภูอัคนีจากสื่อต่าง ๆ มาพักใหญ่ แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะมีความเป็นมาถึงเกือบสิบปี พอป้าสำรวย ศรีมะเรือง ประธานกลุ่มทอผ้าฝ้ายผ้าไหมตำบลเจริญสุข บอกว่าเริ่มทำผ้าภูอัคนีมาตั้งแต่ปี 2550 ก็เลยออกอาการเหวอแวบหนึ่ง (เกือบสิบปีเชียว นั่นคือสิ่งที่ฉันอุทานในใจ!)แล้วยิ้มรับพร้อมขอให้ป้าสำรวยเล่าเรื่องผ้าภูอัคนีให้ฟัง

                “เดิมเราเรียกว่า‘ผ้าย้อมดินภูเขาไฟ’ก่อนจะมาเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ผ้าภูอัคนี’ เมื่อสักประมาณปี 2554 ย่างเข้าปี 2555  โดยนายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาลนายอำเภอเฉลิมพระเกียรติขณะนั้นเป็นผู้ตั้งชื่อให้”

                หลังจากเปลี่ยนชื่อใหม่ผ้าภูอัคนีก็ถูกบรรจุอยู่ในวรรคท้ายสุดของคำขวัญประจำอำเภอเฉลิมพระเกียรติ คือ ‘เมืองพนมรุ้ง ทุ่งฝ้ายคำ นามพระราชทาน ตำนานทับหลัง ที่ตั้งเจ้าพ่อปราสาททอง ของดีผ้าภูอัคนี’แล้วจากนั้นผ้าภูอัคนีก็ค่อย ๆ สร้างชื่อไต่อันดับจนติดชาร์ตของดีคู่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ตามของดีรุ่นพี่ เช่น ปราสาทหินพนมรุ้ง หรือวัดเขาอังคาร จนสำเร็จ

                “อยากรู้ใช่ไหมว่าทำไมถึงต้องใช้ดินภูเขาไฟมาหมักย้อมผ้า” ป้าสำรวยยิงคำถามกลับ

                ฉันพยักหน้าหงึก ๆ ตอบรับว่า “มากเลยค่ะ” แล้วป้าสำรวยก็เริ่มเล่าเรื่องอีกครั้ง
                “จะเรียกว่าความบังเอิญก็ได้ คือช่วงนั้นป้าทำงานอยู่ อบต. (องค์การบริหารส่วนตำบลเจริญสุข) ซึ่งมีโครงการสร้างฝายชะลอน้ำบนเขาอังคารตอนไปสำรวจป่าก็ไปเจอแหล่งดินที่คนเฒ่าคนแก่เรียกว่า ‘เขาดินแดง’ เห็นดินที่ปลวกเอาขึ้นตามต้นไม้ อืม ทำไมมันสีสวย ดินละเอียดมากประกอบกับป้าเคยไปอบรมที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เค้าสอนการใช้ดินลูกรังมาทำสีหมักย้อมผ้าเอามาตำ ลำบากแสนลำบาก เรามาเห็นของเรา ก็รู้เลยว่าบ้านเรามีของดี ก็เอาดินตัวนั้นมาทดลองหมักย้อมแล้วมันก็ให้สีสวย”

                พูดถึงตรงนี้ ป้าสำรวยหยุดเล่า ให้เราพักดื่มน้ำดื่มท่าสักครู่ แล้วจึงเอ่ยต่อว่า

                “จริง ๆ แล้วคนหมู่บ้านป้าเมื่อก่อนปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเอง แถวนี้มีแต่สวนหม่อน พอพ่อแม่ของเราล้มหายตายจาก แล้วภูมิปัญญาท้องถิ่นมาถึงรุ่นป้า เราต้องต่อยอด ป้าก็มาคิดว่าเราน่าจะไปแข่งขันกับบุรีรัมย์เหนือซึ่งมีพุทไธสงและนาโพธิ์ไม่ได้ เพราะงั้นนึกได้ว่าจะต้องสร้างเอกลักษณ์ขึ้นมาเพื่อเป็นการตลาดต่อยอดภูมิปัญญาของคนที่นี่”

                และภูมิปัญญาหนึ่งที่ป้าสำรวยว่าก็คือ ‘การหมักย้อมด้วยสีธรรมชาติ’

                “คนที่นี่ใช้เปลือกไม้ใบไม้หมักย้อมผ้าไหมผ้าฝ้ายอยู่แล้ว เราก็เอาภูมิปัญญานั้นมาต่อยอดงาน สร้างเอกลักษณ์ของเราเองขึ้นมาก็คือ ผ้าย้อมดินภูเขาไฟแล้วนำเสนอเป็นผลิตภัณฑ์ของฝากของที่ระลึกจากชุมชน”

                ฟังป้าสำรวยมาถึงตอนนี้ฉันรีบหยิบปากกาเพื่อจดเตือนความจำไว้สั้น ๆ

                ‘ภูมิปัญญา + ความสร้างสรรค์= พลังอันยิ่งใหญ่ที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ’

 

02ขึ้นเขาอังคาร

                หลังเปิดฉากทำความรู้จักผ้าภูอัคนีในระดับเบสิก (ฉบับตำราเรียนเบื้องต้น101)ได้รู้ชื่อแซ่ ความเป็นไปเป็นมาของผ้าภูอัคนีกันแล้ว เราก็ควรไปต่อในระดับที่ลึกและสูงขึ้น นั่นก็คือ‘ลึก’ ลงไปในสระ หรือ ‘สูง’ ขึ้นไปบนเขา อ่านแล้วงงล่ะสิ คืองี้เหล่าคุณป้าผู้หมักย้อมผ้าภูอัคนีบอกว่าหลังจากขึ้นไปเก็บดินบนเขาอังคารมาย้อมผ้าได้พักใหญ่ ก็ค้นพบว่าพวกเขาสามารถกระโดดลงสระที่เพิ่งขุดใหม่ แถวหัวไร่ปลายนาในหมู่บ้าน (บริเวณรอบเขาอังคาร) แล้วนำดินสีแดงที่แทรกอยู่เป็นชั้น ๆ ปนกับดินสีอื่นมาใช้หมักย้อมผ้าได้เช่นกัน ฉะนั้นแหล่งที่ชาวบ้านไปเก็บดินจึงมีอยู่ 2 แห่งคือที่ขุดลึกลงใต้ดินตามไร่ตามนา กับบนเขาอังคารส่วนที่เป็นเขาดินแดง

                “แล้วดินตรงไหนน่าสนใจกว่ากันคะ”

            “ก็ทั้งสองที่ ขึ้นอยู่กับว่าอยากไปตรงไหน”

“งั้นขึ้นเขาอังคารเลยค่ะป้าสำรวย”

แล้วเราก็นั่งรถประมาณ 20 นาทีจากหมู่บ้าน เดินอีก 10 นาทีจากตีนเขา ก็ถึงบริเวณที่ชาวบ้านมาเก็บดินไปใช้ เหล่าคุณป้ารีบกวักมือเรียกให้พวกเราไปดูดินสีแดง “นี่ ๆ ตรงนี้ไง” (ดูเหมือนเหล่าป้า ๆ จะตื่นเต้นกว่าเราอีก) แล้วพิธีสาธิตการเก็บดินก็เริ่มขึ้น ณ บัดนั้น โดยมีป้าใส-สรุตา ป่าตุ้ม เป็นมือเสียม ขุดและแซะดินให้เราดู ช่างภาพก็กดชัตเตอร์ไป ส่วนป้าท่านอื่น ๆ ก็ยืนมองให้กำลังใจไป

อธิบายนิดหนึ่งว่า ‘เขาดินแดง’ นั้นคือชื่อที่ชาวบ้านเรียกกัน ซึ่งเป็นเนินเขาส่วนหนึ่งของเขาอังคาร อยู่ด้านทิศตะวันออก อย่างที่รู้กันว่าเขาอังคารอายุราว 7 แสนปีนี้เกิดจากภูเขาไฟยุคควอเทอร์นารีปะทุขึ้นพื้นที่ส่วนใหญ่ของเขาจึงปกคลุมด้วยชั้นตะกอนยุคควอเทอร์นารี ซึ่งเป็นตะกอนสะสมตัวที่ยังไม่แข็งเป็นหินมีทั้งพวกตะกอน กรวด ทราย ดินเหนียว และเศษหินที่ผุพังแล้วอยากรู้ใช่ไหมทำไมดินบริเวณนี้จึงมีสีแดง? เท่าที่ฉันอ่านข้อมูลเกี่ยวกับเขาอังคารก็ไม่เห็นมีอธิบายไว้ลองอาศัยกูเกิ้ลช่วย พอได้ความเกี่ยวกับดินที่มีสีแดงทั่ว ๆ ไปว่าคือดินที่ผ่านการผุสลายตัวมานาน และสีแดงคือสีออกไซด์ของเหล็กและอลูมิเนียม

จบหลักสูตรธรณีวิทยาในย่อหน้าข้างต้น เรากลับมาอยู่กับเหล่าคุณป้าที่กำลังเก็บดินกันต่อ โดยมีผู้บรรยายภาคสนามคือป้าสำรวยคนเดิม
                “พวกป้าจะมาเก็บดินกันหน้าแล้ง ใช้วิธีแม่บ้านช่วยกันเก็บคนละถุงปุ๋ยบ้าง แล้วก็ไปลงสต็อกไว้ที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน”

และต่อไปนี้คือข้อมูลขนาดย่อที่สมองฉันประมวลได้จากคำบรรยายของป้าสำรวย เอาล่ะ นึกภาพตามนะคะ!

บนเขาดินแดง ชาวบ้านจะมาเก็บดินอยู่ 2 อย่างคือ(หนึ่ง) ดินตามพื้นทั่วไปมีสีแดง ร่วน อาจจะกวาดเอาหน้าดินเลย หรือขุดลึกลงไปหน่อยสัก 40-50 เซนติเมตร ถ้าเนื้อดินเนียนนุ่ม ถือว่าเก็บได้ และ (สอง)ดินที่ปลวกขนไปทำรังบนต้นไม้ ใช่!คุณฟังไม่ผิดหรอก ดินที่เป็นรังปลวกคือวัตถุดิบย้อมสีผ้าชั้นดี เพราะเนื้อดินเนียนละเอียด ไม่ต้องนำไปร่อนก่อนหมักย้อม ที่สำคัญดินเป็นสีแดง สวยไม่ต่างจากดินอื่น ซึ่งดินที่เขาดินแดงนี้จะมีสีแดงที่เข้มกว่าดินที่ขุดจากหัวไร่ปลายนา

“แล้วพวกป้ารู้ได้ไงคะว่าดินอันไหนใช้ย้อมสีผ้าได้” ฉันถามขณะที่พวกเราเดินดูร่องรอยของรังปลวกบนต้นไม้ ซึ่งไม่ค่อยจะเหลือให้เห็น เพราะฝนชะล้างไปหมดแล้ว

“ป้าจะใช้วิธีทดลองก่อนว่าดินตัวนี้หมักย้อมแล้วติดไหม ดินบางที่ มันก็อาจจะไม่ติด ไม่รู้ เราต้องทดลอง”

 

 

03ย้อมผ้าที่นี่, บ้านคุณยายสมศรี!

                บ้านคุณยายสมศรี ถุนนอก เป็นบ้านไม้แบบโบราณใต้ถุนสูงซึ่งเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านจะมาช่วยกันหมักย้อมสีผ้าภูอัคนี และออกแบบลายผ้าก่อนจะนำไปทอตามบ้านตัวเองคุณยายสมศรีจัดว่าเป็นอีกคนสำคัญที่ทำให้การย้อมผ้าภูอัคนีสำเร็จขึ้นมาได้ เพราะท่านเก่งเรื่องหมักย้อมด้วยสีธรรมชาติ

                พวกเรามาที่นี่เพื่อดูวิธีการย้อมสีผ้าภูอัคนี

                แล้วเรื่องราว‘ศิลปะการหมักย้อมผ้าดินภูเขาไฟ’ก็บรรเลงขึ้นอีกครั้งจากปากของเหล่าสตรีผู้ชำนาญการย้อมผ้า

                กาลครั้งหนึ่งเมื่อชาวบ้านเริ่มต้นย้อมผ้าด้วยดินภูเขาไฟที่พวกเขาหามาได้

                ฉาก 1 พวกเขานำดินภูเขาไฟที่มีทั้งสีแดง น้ำตาล หรือน้ำตาลเข้ม เก็บเอาสิ่งเจือปนออก ใส่กะละมังขยำละลายดินในน้ำ แล้วนำไปหมักย้อมเส้นไหมหรือเส้นฝ้าย ปรากฏได้สีโอลด์โรสที่งดงามมาก

                ฉาก 2แต่นานวันเข้าก็พบปัญหาว่าสีของผ้าที่ย้อมด้วยดินภูเขาไฟจะซีดเร็ว เหล่าผู้ย้อมผ้าจึงเร่งหาทางแก้ไข และได้รู้ว่าน้ำยางจากเปลือกประดู่ช่วยป้องกันไม่ให้สีผ้าซีดเร็ว

                ฉาก 3 จากนั้นวิธีการหมักย้อมสีผ้าภูอัคนีจึงเพิ่มการใช้น้ำแช่เปลือกประดู่ โดยผสมกับน้ำเปล่าและดินภูเขาไฟที่ร่อนแล้ว นำเส้นไหมหรือเส้นฝ้ายลงไปหมักแช่ไว้เสร็จยกขึ้นมาล้างให้สะอาด แล้วสลัดกับราวไม้ให้เส้นยืดตรง

                ฉาก 4นำเส้นไหมหรือฝ้ายไปแช่กับน้ำต้มเปลือกประดู่อีกครั้ง ผึ่งในร่มจนแห้ง เพื่อรอเข้าสู่กระบวนการถักทอและแปรรูปเป็นทั้งผ้าหน้ากว้าง ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ เสื้อแขนยาวกระดุมจีน เสื้อกรุยกราย

                ฉาก 5 จะจบแบบมีความสุข แฮปปีเอนดิง เมื่อชาวบ้านขายผ้าภูอัคนีได้

                ฉันจึงเดินเข้าไป ยื่นเงิน 250 บาท เพื่อแลกกับผ้าหน้ากว้างลายตารางยาวหนึ่งเมตร ที่ตั้งใจว่าจะให้แม่ตัดเย็บเป็นกระเป๋าใส่เสื่อโยคะให้

 

04ผ้าภูอัคนี และคำแห่งความลับ

                ทีแรกฉันคิดว่าจะจบบทความอยู่แค่พวกเราซื้อผ้าภูอัคนี เสร็จแล้วก็นั่งรถกลับบ้าน จบด้วยประโยคเท่ ๆ อย่าง See Phu Akanee Textile, Buy and Go to tailor shop!(เห็นผ้าภูอัคนี ซื้อ และไปร้านตัดเสื้อซะ!) หรือ Buy Phu Akanee Textile while We’re Young! (ซื้อผ้าภูอัคนีขณะที่เรายังเป็นหนุ่มสาว!) โถ่ ไม่ใช่ล่ะ! มาคิดดูอีกที ถ้าทำแบบนั้น แสดงว่าฉันกำลังทิ้งเรื่องของผ้าภูอัคนีอีกหลายเปอร์เซ็นต์ลงถังขยะโดยเปล่าประโยชน์ และนี่คือบทสนทนาคัดสรรที่ฉันอยากให้คุณค่อย ๆ ละเมียดอ่าน

                ฉัน“รู้มาว่าเส้นฝ้ายเนี่ยใช้ของโรงงาน แต่ว่าทำไมยังซื้อเส้นไหมจากชาวบ้านอยู่คะ”
                ป้าสำรวย“พวกเราก็มีจุดยืนเหมือนกัน ว่าไม่ควรไปซื้อผู้ประกอบการรายใหญ่ ๆ มากเกินไปถ้าไม่จำเป็น อย่างเส้นไหมเราหาซื้อได้จากเพื่อนบ้าน เช่นบ้านถาวร ตำบลถาวร หรือบ้านโนนเจริญ ตำบลยายแย้ม ซึ่งบางหมู่บ้านก็ช่วยเราทอผ้าภูอัคนีด้วย มันเป็นการให้โอกาสซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน”

                วินาทีนั้นฉันเห็นแววตาป้าสำรวยฉาบด้วยความสุขขณะตอบ

                ฉัน“เดี๋ยวนี้เห็นผ้าภูอัคนีมีสีอื่น ๆ แทรกอยู่ด้วย ไม่ได้มีแค่สีโอลด์โรสอย่างเดียว”

                ป้าสำรวย “สีอื่นเป็นเหมือนตัวประกอบของผ้าภูอัคนี แต่ 80 เปอร์เซ็นต์ของสีผ้ายังต้องมาจากดินภูเขาไฟ สีอื่น ๆ เช่น เหลือง เขียว เอามาแจมมาออกลาย ซึ่งเป็นสีธรรมชาติเหมือนกัน ผู้ผลิตอย่างพวกป้า เราจะทำผ้าชิ้นเดียวไม่ได้หรอกลูก ผ้าสีเดียว ชิ้นเดียว ตลอดชีวิตไม่ได้ เพราะลูกค้าต้องการความแตกต่าง ความหลากหลาย”

                ฉัน“แล้วก็มีผ้าสีเทา ๆ ที่ได้จากสีของฝุ่นหินด้วย?”
                ป้าสำรวย “ใช่ เป็นฝุ่นหินบะซอลต์จากโรงโม่หิน เราเอามาลองหมักย้อมดู อันนี้ทำยากกว่าย้อมดินภูเขาไฟหลายเท่า แต่มันเป็นความพิเรนทร์ของพวกป้าที่อยากทำอะไรใหม่ ๆ “

                เท่เนอะ!

                ของบางอย่าง เท่แต่ขายไม่ได้ เท่แต่ไร้เรื่องราว แต่ที่เจริญสุข เท่ทั้งคน เท่ทั้งผ้าภูอัคนี แถมขายได้และมีเรื่องราวในตัว นี่สิ‘ภูอัคนี’ ผ้า ดิน ภูเขาไฟ และศิลปะการหมักย้อมสี ของจริง!

            

ล้อมกรอบ

สนใจอยากเรียนรู้หรือซื้อผ้าภูอัคนี ติดต่อที่

กลุ่มทอผ้าฝ้ายผ้าไหม ตำบลเจริญสุข

สำรวย ศรีมะเรือง โทร. 089-526-6071

สมศรี ถุนนอก โทร. 085-632-7629

เฉลิม ธนาบุตรสาย โทร. 088-715-8498